HealthDoo.Today

เว็บไซต์ความรู้ด้านสุขภาพ และความงาม

รักษาหลุมสิวอย่างไร ให้หน้ากลับมาเรียบเนียนใส

รักษาหลุมสิว

หลุมสิวเป็นร่องรอยแผลเป็นจากสิว ซึ่งสาเหตุมาจากการเป็นสิวอักเสบมาก่อน เมื่อสิวอักเสบยุบตัวลงไปก็จะทิ้งแผลเป็นไว้ และสิวอักเสบที่มีขนาดใหญ่ เช่น สิวหัวช้าง เมื่อยุบตัวลงก็มักจะกลายเป็นแผลเป็น

รักษาหลุมสิว
CR. https://www.beausynergy.co.uk/conditions/acne-treatment/

นอกจากนี้สิวอุดตัน หรือสิวอักเสบที่มีขนาดเล็ก หากมีการแกะ บีบสิว หรือกด อาจทำให้เกิดรอยแผลเป็นทำให้เกิดหลุมสิวได้เช่นกัน หลุมสิวมักพบได้บ่อยบริเวณโหนกแก้ม คาง หรือจมูก หรือตามบริเวณที่มักเกิดการอักเสบของสิว

เมื่อเกิดเป็นหลุมสิวแล้วจะเกิดรอยจุด รอยแผลเป็นบนใบหน้า เซลล์ผิวหนังหายไป มองเห็นใบหน้าเป็นหลุมเป็นบ่อชัดเจน ไม่เรียบเนียน เวลาจะแต่งหน้าก็ทำให้แต่งหน้าลำบาก หากใครเป็นแล้วควรรีบรักษา

หลุมสิว แบ่งออกเป็น 3 ชนิด

1.หลุมสิวแหลมลึก (Ice Pick Scar)

หลุมสิวแหลมลึก
CR. https://www.verywellhealth.com/ice-pick-scar-15567

หลุมสิวแบบหลุมแหลมลึกเป็นรอยหลุมจิกลึกขอบปากแคบ  รักษาได้ยากมาก เพราะแนวหลุมเป็นไปในทางลึก  และอาจจะกว้างเล็กน้อยที่บริเวณฐาน มักเกิดจากการกดหรือบีบสิวอุดตันอย่างไม่ชำนาญ

และจัดว่าเป็นรอยหลุมสิวที่รักษาให้กลับมาเรียบได้ยากที่สุด กว่าผิวจะฟื้นฟูจนเต็มคงต้องใช้เวลานานในการรักษา แต่ทำได้แค่ช่วยให้รอยมันตื้นขึ้นมาเท่านั้น หลุมสิวลักษณะนี้ถือว่าระดับความรุนแรงที่สุด

2.หลุมสิวกว้าง (Boxcar Scar)

หลุมสิวกว้าง
CR. https://www.healthline.com/health/boxcar-scars

หลุมสิวแบบหลุมกว้าง ระดับนี้จะมีลักษณะเป็นบ่อ ขอบและฐานหลุมมีขนาดใกล้เคียงกัน และมักจะพบพังผืดเกาะติดในชั้นหนังแท้ เกิดหลังจากสิวอักเสบขนาดใหญ่หรือที่เรียกว่าสิวหัวช้างหาย

ทำให้เกิดหลุมสิว หลุมสิวระดับนี้ เราสามารถรักษาโดยใช้ยาทาควบคู่ไปกับการทำทรีตเมนต์ได้ ซึ่งรอยหลุมอาจจะเหลือร่องรอยจุดด่างดำอยู่บ้าง เป็นหลุมสิวที่มีระดับความรุนแรงปานกลาง

3. หลุมสิวแอ่งกระทะ (Rolling Scar)

หลุมสิวแอ่งกระทะ
CR. https://aesteemclinic.sg/acne-scars/

หลุมสิวแอ่งกระทะเป็นหลุมสิวแบบตื้น ฐานคล้ายกระทะ พื้นนุ่ม  ซึ่งหลุมระดับนี้มักจะเกิดจากการแกะเกาสิวที่อยู่ในระดับที่ไม่ลึกมากนัก  สามารถทำให้กลับมาเรียบเนียนได้ง่าย โดยสามารถใช้ยาทาในการเติมเต็มเนื้อผิวได้  ความรุนแรงถือว่าอยู่ในระดับทั่วไป

รักษาหลุมสิวอย่างไร ให้หน้ากลับมาเรียบเนียนใส

วิธีรักษาหลุมสิว

การรักษาหลุมสิวบนใบหน้า สามารถรักษาได้ด้วยกัน 3 แบบ

1.การรักษาด้วยการทายา

จะเป็นการรักษาหลุมสิวตื้น ๆ โดนรอยหลุมสิวจะอยู่ในระดับความรุนแรงแบบทั่วไป หลุมสิวแอ่งกระทะ (Rolling scar ) ยาที่ใช้จะเป็นยาทากลุ่มที่มีฤทธิ์กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน เช่น

-ยากลุ่มกรดวิตามินเอ (retinoids) วิตามินซี (vitamin C)

-การทาครีมลบรอยแผลเป็น ที่มีส่วนผสมของวิตามินอี, AHA, BHA ก็สามารถช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนังได้เช่นกัน

-การแต้มกรด TCA การใช้กรด TCA เพื่อช่วยเร่งผิวใหม่ให้เกิดการแบ่งตัวเร็วขึ้น ก็สามารถช่วยทำให้รอยหลุมค่อย ๆ ตื้นขึ้น หากเราทำอาทิตย์ละครั้ง ระยะเวลาเห็นผลประมาณ 3-6 เดือน

-การลอกผิวด้วยกรดผลไม้ที่มีฤทธิ์เป็นกรด ไม่ว่าจะเป็น AHA, BHA, PHA เป็นการช่วยทำให้เซลล์ผิวหนังด้านบนหลุดออก และเกิดการซ่อมแซมและทำให้หลุมสิวดูตื้นขึ้น

-ทายาในกลุ่มอนุพันธ์ของวิตามินเอ เช่น Retin A เพื่อเป็นการช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว ช่วยให้หลุมสิวดูตื้นขึ้น

-และครีมสกินแคร์ที่มีส่วนผสมของวิตามินเอ วิตามินอี และ BHA ที่ช่วยกระตุ้นเซลล์ผิว ทำให้ผิวเนื้อค่อย ๆ ตื้นเรียบเนียนขึ้น

2.การรักษาด้วยการรับประทานยา

และยาที่ถูกนำมาใช้มักจะเป็นยาในกลุ่มของกรดวิตามินเอ ยาที่สกัดจากอนุพันธ์ของวิตามินเอ กลุ่ม Retinoid เป็นการกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ขึ้นมา กระตุ้นคอลลาเจนให้สร้างผิวใหม่เพื่อช่วยเติมเต็มรอยหลุม

และยังช่วยควบคุมความมันได้อีกด้วย ทำให้ผิวดูเรียบขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้รอยดำจากสิวดูจางลง แต่ก็มีความระคายเคืองเช่นกัน จึงไม่เหมาะกับคนที่ผิวแห้งหรือแพ้ง่าย

แต่ผลข้างเคียงของยาคือทำให้ผิวแห้ง ปากแห้ง ตาแห้ง ดังนั้น การทานยา Retinoid ต้องอยู่ในการควบคุมของแพทย์เท่านั้น

3.การรักษาด้วยเครื่องมือแพทย์ 

ส่วนใหญ่จะใช้รักษาหลุมสิวลึกแบบ Ice pick scar และ Box scar ซึ่งเป็นการรักษาภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ การรักษาด้วยวิธีนี้ก็ได้แก่

 

การทำ Skin Needling

คือการรักษารอยหลุมแผลเป็นจากสิว และช่วยให้ผิวหน้าเนียนใสกระชับรูขุมขน โดยจะใช้เข็มขนาดเล็กมากๆ มาจิ้มลงบนผิวหน้า เพื่อกระตุ้นให้ผิวเราเกิดการฟื้นฟูตัวเองเร็วขึ้น และทำให้หลุมสิวเต็มตื้นขึ้นได้ สามารถกระตุ้นผิวในระดับลึกได้

การทำ Skin Needling
CR. https://skintifix.com.au/skin-needling/

ข้อควรระวังของวิธีนี้คืออุปกรณ์ที่ใช้ต้องสะอาดปลอดเชื้อ เพื่อป้องกันการติดเชื้อทางแผลที่เกิดขึ้น และต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และคลินิกที่ได้มาตรฐานการรับรองจากองค์การอาหารและยา  ( อย. ) เพื่อป้องกันผลข้างเคืองที่จะเกิดขึ้น

 

การทำ Subcision

เป็นการใช้เข็มที่มีลักษณะเฉพาะเข้าไปเลาะพังผืดใต้ผิวออก โดยแพทย์จะทำการเซาะทีละหลุม ๆ ค่อย ๆ ทำไปจนทั่วใบหน้า หลังการทำจะมีแผลแต่ละรอยเข็มที่ทำ ผิวหนังที่โดนเซาะจะมีเลือดออกและอาจม่วงช้ำอยู่ประมาณ 1-2 อาทิตย์

หลังจากนั้นหลุมสิวก็จะตื้นขึ้น ใช้ได้ผลดีกับหลุมชนิด rolling และ boxed scar แต่วิธีนี้อาจมีผลข้างเคียงทำให้เกิดการติดเชื้อใต้ผิวหนัง เกิดเป็นแผลใหม่ และกลายเป็นแผลเป็นนูนจากการรักษา จึงไม่ค่อยเป็นที่นิยมมากนัก

การฉีดฟิลเลอร์ (filler)

การเติมฟิลเลอร์  หรือสารเติมเต็ม ไฮยาลูรอนิก เอซิด (Hyaluronic Acid)บริเวณหลุมสิวเป็นอีกวิธีที่เหมาะกับการรักษาหลุมสิวระดับทั่วไปในระดับตื้นถึงลึกปานกลาง เป็นการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ได้

แต่วิธีนี้ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง และฟิลเลอร์เองมีอายุอยู่ได้  6 – 18 เดือน มันเป็นสารที่สามารถเสื่อมสลายไปได้เอง ต้องมาเติมบ่อย ๆ ส่วนใหญ่แล้วการรักษาด้วยวิธีนี้จะค่อนข้างได้ผลประมาณ 30-70% เพราะมันเป็นการฉีดสารเข้าไปเพื่อเติมเต็มรอยหลุมในทันที

กรอผิวด้วยเกล็ดอัญมณี (Microdermabrasion – MD)

การกรอผิวด้วยเกล็ดอัญมณี เป็นอีกวิธีที่ช่วยทำให้หลุมตื้น ๆ เต็มได้ไวขึ้น เป็นการกรอผิวด้วยเกล็ดคริสตัลขนาดเล็ก เพื่อกระตุ้นให้ผิวฟื้นฟูตัวเองโดยสร้างเซลล์ผิวและคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ วิธีนี้ใช้ได้กับหลุมสิวที่ไม่ลึกมาก และอาจต้องทำหลายครั้ง รวมถึงใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะเห็นผล  เหมาะสำหรับหลุมสิวประเภทระดับ Rolling scar และ Box scar หลังทำอาจมีอาการแสบเล็กน้อยและหน้าแดง จะใช้เวลา 1-2 เดือนถึงจะเริ่มเห็นผล

การทำ IPL

สามารถใช้ได้ดีกับหลุมสิวระดับทั่วไป (Rolling scar) หลุมสิวตื้น ๆ ถ้านำไปใช้กับหลุมสิวแบบอื่นอาจเห็นผลช้ามากหรือแทบไม่เห็นผลเลย

เลเซอร์หลุมสิว

เลเซอร์ ( Laser ) คือ กระบวนการรักษาผิวหนังอย่างหนึ่งที่ช่วยปรับสภาพผิวให้ดีขึ้น รอยด่างดำยุบลง ผิวพรรณเรียบเนียน กระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติแต่งหน้าง่ายขึ้น โดยยิงแสงเลเซอร์ไปตรงบริเวณที่เกิดความผิดปกติ

และลอกชั้นผิวหนังออกทีละชั้น ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าการกรอผิว หรือการยิงทำลาย  ปัจจุบันการทำเลเซอร์ในการรักษาหลุมสิวได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะเห็นผลได้ไวและชัดเจนมากกว่าวิธีอื่น ๆ

การผ่าตัดรักษาหลุมสิว

เป็นวิธีที่เหมาะกับคนที่รักษาด้วยวิธีอื่น ๆ แล้วไม่หาย เป็นหลุมสิวไม่มากนัก แต่เป็นหลุมลึกและกว้าง การผ่าตัดมีหลายแบบ ขึ้นอยู่กับลักษณะและความรุนแรงของหลุมสิว โดยอาจใช้วิธีผ่าเพื่อยกเนื้อบริเวณหลุมสิวขึ้น และเย็บผิวติดกัน หรือนำผิวส่วนอื่นๆ มาปิดเติมหลุมสิวก็ได้

การป้องกันการเกิดหลุมสิว

-ล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นประมาณวันละ 1-2 ครั้ง

-หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง เพราะทำให้เกิดไขมันสะสมใต้ผิวหนัง จนทำให้เกิดการอุดตันหรืออักเสบ

-เลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว หรือเครื่องสำอางที่ฉลากผลิตภัณฑ์ระบุว่า “Non-Comedogenic” หรือไม่ทำให้เกิดสิวอุดตัน

-ทาครีมกันแดดทุกครั้งก่อนออกแดด และหลีกเลี่ยงการออกไปสัมผัสแดดโดยตรง

-หลีกเลี่ยงการแคะ แกะ เกา บีบ ลูบหน้า หรือเช็ดหน้าแรงๆ เพราะอาจทำให้เกิดการอักเสบในขณะเป็นสิวได้