HealthDoo.Today

เว็บไซต์ความรู้ด้านสุขภาพ และความงาม

สิวเสี้ยน การดูแล รักษาและป้องกัน

สิวเสี้ยน การดูแล รักษาและป้องกัน

ใคร ๆ ก็อยากมีใบหน้าใสไร้สิว ซึ่งปัญหาสิวถือเป็นปัญหาผิวพรรณของทุกเพศ ทุกวัย ที่สร้างความกังวลใจให้กับผู้ที่เป็นสิวไม่ใช่น้อย วันนี้จึงอยากจะนำเสนอเรื่องสิวเสี้ยน การดูแลรักษา และ การป้องกันไม่ให้เกิดสิวเสี้ยน มาดูกันค่ะว่าสิวเสี้ยนคืออะไร และ เกิดจากอะไร

สิวเสี้ยน
CR. http://www.popcornfor2.com/m/cafe/detail?id=7792

สิวเสี้ยน คือ สิวที่มีลักษณะคล้ายสิวอุดตันเป็นความผิดปกติของรูขุมขนที่ทำให้เกิดสิว สิวเสี้ยนจะต่างจากสิวหัวดำ คือ มีขนอ่อน ๆ กระจุกอยู่ภายในสิวรวมกับไขมัน หรือ เซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว

และ มักจะเกิดขึ้นที่จมูกเป็นส่วนใหญ่ หรือ อาจพบได้ที่บริเวณหน้าอก หลัง และ หนังศีรษะ ซึ่งสิวเสี้ยนเกิดขึ้นได้ทั้งผู้ชาย และ ผู้หญิง

 

ชนิดของสิวเสี้ยน

1. สิวเสี้ยนชนิดหัวดำ สิวเสี้ยนประเภทนี้ จะทำให้รูขุมขนกว้าง และ ใบหน้าจะเป็นจุดดำ ๆ ไม่เนียนเรียบ เนื่องจากมีขนอ่อนเส้นเล็ก ๆ จำนวนมาก รวมตัวกันอยู่ในรูขุมขนเดียว

ชนิดของสิวเสี้ยน
CR. https://www.insider.com/why-you-have-blackheads-on-nose-2018-11

2. สิวเสี้ยนชนิดหัวขาว สิวเสี้ยนประเภทนี้จะเป็นไขสีขาวสะสม และ แบ่งตัวภายในรูขุมขนรวมตัวกับเศษเซลล์ผิวที่อุดตันในรูขุมขน ซึ่งเกิดจากการผลิตน้ำมันตามธรรมชาติของผิว

สิวเสี้ยนเกิดจากอะไร

สิวเสี้ยนเกิดจากต่อมรูขุมขนผิดปกติ ซึ่งทำให้รูขุมขนมีขนอ่อน ๆ ขึ้นมากผิดปกติ และ ไม่สามารถหลุดร่วงไปตามกาลเวลาได้ ซึ่งเมื่อรวมตัวกับไขมันที่ถูกผลิตออกมากับเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว

จึงทำให้เกิดเป็นสิวที่มีลักษณะคล้ายสิวอุดตันหัวดำ โดยที่สิวชนิดนี้อาจจะเกิดการอักเสบ หรือ ไม่ก็ได้ ทีนี้เรามาดูกันค่ะว่า ปัจจัยที่ก่อให้เกิดการอุดตันของสิวเสี้ยนมีอะไรบ้าง

ปัจจัยที่ก่อให้เกิดการอุดตันของสิวเสี้ยน

– เชื้อแบคทีเรียพีแอคเน่ (Propionibacterium Acne : P Acnes) ก่อให้เกิดสิวสร้างกรดไขมันอิสระมากเกินไป

– การทำงานที่ผิดปกติของฮอร์โมนเพศชายภายในผิวหน้า

– ปริมาณกรดไขมันไลโนเลอิก (Linoleic Acid) ซึ่งอยู่บนผิวหนังชั้นนอกลดลง จึงทำให้ผิวหนังได้รับการปกป้องน้อยลง

– ภาวะที่ร่างกายง่ายต่อการอับชื้น เนื่องจากมีน้ำเกินก่อนมีประจำเดือน

– ภาวะรูขุมขนถูกทำลาย เนื่องจากผิวหนังเกิดการบาดเจ็บ เช่น การใช้สารเคมี การล้างหน้าที่ไม่อ่อนโยน การทำเลเซอร์ผิวหนัง และ การบีบสิว

– สัมผัสกับสารเคมี เช่น ผลิตภัณฑ์ย้อมสีบางชนิดที่กระตุ้นการก่อให้เกิดสิว ผลิตภัณฑ์แต่งผม สารเคมีไอพีเอ็ม (Isopropyl Myristate : I PM) สารโพรฟิลีนไกลคอล (Propylene Glycol)

– ระบบภูมิคุ้มกันสร้างสารไซโทไคน์ที่ก่อให้เกิดการอักเสบ (Proinflammatory Cytokines)

– การสูบบุหรี่

– การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง และ น้ำตาลสูง ซึ่งเป็นสาเหตุก่อให้เกิดสิว

 

สิ่งเหล่านี้คือความเชื่อ จริง หรือ ไม่

นอกจากการไม่รักษาความสะอาดแล้วหลายคนยังมีความเชื่อที่ว่าสิวเสี้ยน เกิดจากสาเหตุอื่น และ ความเชื่อนั้นก็มีทั้งจริงและไม่จริง เช่น

– ยิ่งแต่งหน้า ยิ่งทำให้เกิดสิว หากเลือกผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับผิวหน้า ก็จะไม่ทำให้เกิดการอุดตันของรูขุมขน จนเกิดสิวได้ และ สิ่งสำคัญคือ ควรล้างเครื่องสำอางให้สะอาดทุกครั้งก่อนเข้านอน

– ล้างหน้าบ่อย ๆ จะช่วยลดสิวได้ ควรล้างหน้าเพียงวันละ 2 ครั้ง ด้วยสบู่อ่อน ๆ การล้างหน้าบ่อย ๆ จะทำให้ผิวหนังระคายเคืองง่าย การขัดหน้าบ่อยเกินความจำเป็นจะไปกระตุ้นให้เกิดสิว

– กินช็อกโกแลตทำให้เกิดสิว ยังไม่มีงานวิจัยยืนยันว่าการกินช็อกโกแลตทำให้เกิดสิว แต่พบว่าการกินอาหารที่ทำจากนม หรือ คาร์โบไฮเดรตอาจกระตุ้นให้เกิดสิวได้

– การบีบสิวช่วยป้องกันสิวได้ เชื้อแบคทีเรียที่สะสมอยู่ในสิวแพร่กระจายไปทั่วผิวหนัง เมื่อเราบีบสิว ซึ่งอาจก่อให้เกิดสิวได้มากขึ้น และ อาจทำให้เกิดแผลที่ผิวหนังได้

 

วิธีการรักษาสิวเสี้ยน

1. ใช้แผ่นลอกสิวเสี้ยน ซึ่งจะมาในรูปแบบของแผ่นแปะจมูกที่เคลือบสารที่ทำให้ติดแน่น โดยแปะที่จมูก และ ทิ้งไว้ระยะหนึ่งแล้วค่อย ๆ ดึงออก สิวเสี้ยนจะหลุดติดออกมา

ซึ่งวิธีนี้จะได้รับความนิยมค่อนข้างมาก และ ราคาก็ไม่แพง ซึ่งจะทำให้สิวเสี้ยนหลุดออกมาได้บ้างแต่ก็ไม่หมด จะมีข้อควรระวังคือ สารเคมีที่ใช้อาจจะทำให้เกิดการแพ้ได้ ไม่ควรใช้เกินสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

ใช้แผ่นลอกสิวเสี้ยน
CR. https://pantip.com/topic/36757215

2. มาสก์ผิวด้วยไข่ขาว โดยทาไขขาวบาง ๆ ที่จมูก หรือ ข้างแก้ม แล้วนำกระดาษซับหน้าเพียงชิ้นเดียวแปะทับลงไปปล่อยให้แห้งแล้วดึงออกจะมีสิวเสี้ยนหลุดติดออกมา

 

 

3. การลอกหน้าด้วยกรดผลไม้ (Chemical Peeling) เป็นวิธีที่ทำให้เกิดการหลุดลอกของเซลล์ผิวหน้า ซึ่งจะรวมถึงไขมันที่อุดตันด้วยกรดผลไม้ ซึ่งจะทำให้สิวเสี้ยนง่ายต่อการกดออก แต่วิธีนี้จะได้ผลในระยะสั้น ซึ่งอาจจะต้องทายาร่วมด้วยเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ

4. ใช้เครื่องมือกดสิว (comedone extractor) วิธีนี้ต้องทำด้วยความระมัดระวัง เพราะอาจทำให้ผิวหนังระคายเคืองได้ ให้กดตามบริเวณที่เป็นสิวเสี้ยนดำ ถ้าเป็นสิวหัวดำก็จะมีก้อนไขมันสีดำเล็ก ๆ หลุดออกมา

แต่ถ้าเป็นสิวเสี้ยนชนิดเส้นขนอุดตันก็จะได้กระจุกของเส้นขนอุดตัน หากกดไม่ถูกวิธี สิวอุดตันอาจจะแตกออกจากท่อรูขุมขน โดยที่ยังฝังอยู่ใต้ผิวหน้า ซึ่งจะทำให้เกิดการอักเสบและติดเชื้อ

5. การใช้เครื่อง IPL (Intense pulse light) วิธีนี้จะช่วยป้องกันการเกิดเซลล์ขนใหม่ เนื่องจากสิวเสี้ยนคือ การกระจุกขนที่อัดแน่นบริเวณรูขุมขน การกำจัดด้วยเครื่อง IPL

จะสามารถทำให้ขนที่คุดหลุดออกมาได้ และ เมื่อทำคู่กับการลอกหน้าด้วยกรดผลไม้ และ การทายารักษาสิวเสี้ยนจะได้ผลดี ผลข้างเคียงจะน้อย

6. การใช้เลเซอร์ วิธีนี้สามารถกำจัดจุดดำ ๆ จากสิวเสี้ยนได้มากกว่าร้อยละ 50 ซึ่งเมื่อทำหลาย ๆ ครั้ง สามารถกำจัดสิวเสี้ยนได้เกือบหมด หลังทำอาจจะมีผลข้างเคียง

คือ รอยแดงบริเวณรูขุมขน แต่จะหายได้ภายใน 2 – 3 วัน วิธีนี้จะใช้ดีผลดีในกรณีของสิวเสี้ยนหัวดำ แต่จะมีข้อเสียคือ ราคาค่อนข้างแพง

7. การทายารักษาสิวเสี้ยน

– ใช้ยาทากลุ่มเบนซิลเปอร์ออกไซด์ (benzoyl peroxide) ยานี้ออกฤทธิ์โดยลดปริมาณไขมันที่ผิวหนัง และ ช่วยละลายสิ่งสกปรกที่อุดตันตามรูขุมขน โดยทาให้ทั่วใบหน้าก่อนการล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น แล้วทิ้งไว้ 5 – 10 นาที

หรืออาจจะนานกว่านี้ หากผู้ใช้มีผิวมัน แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ยานี้อาจทำให้แสบ และ หน้าแดง แห้ง เป็นขุยได้ เริ่มใช้ควรใช้ขนาดความเข้มข้นที่ต่ำก่อน และ เมื่อผิวหน้าเริ่มชินกับยาจึงเพิ่มระยะเวลาเพื่อให้ยาสัมผัสกับผิวนานขึ้น และ เพิ่มความเข้มข้นของยาได้

– ใช้กรดวิตามินเอ (retinoic acid) คุณสมบัติของกรดวิตามินเอ จะช่วยละลายการอุดตันของต่อมไขมัน ลดการเกาะตัวของเซลล์ผิวหน้า จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์บริเวณรูขุมขน จึงป้องกันการเกิดสิวเสี้ยนใหม่

และ ทำให้สิวเสี้ยนหลุดออกง่าย ข้อควรระวังในการใช้กรดวิตามินเอ คือ ทำให้เกิดการระคายเคืองของผิวหน้าได้ง่าย อาจทำให้ผิวแห้ง แสบ และ ลอกได้ กรดวิตามินเอควรใช้อย่างน้อย 2 – 4 สัปดาห์ก่อน

ในกรณีที่สิวเสี้ยนไม่หลุดออกมาเอง อาจจะต้องกดออก ซึ่งจะเริ่มเห็นผลว่าสิวเสี้ยนลดลง เมื่อใช้ยานี้ได้ 3 – 4 เดือน ในบางราย การใช้ยานี้อาจมีสิวเพิ่มมากขึ้นในช่วง 3 – 4 สัปดาห์แรก การใช้กรดวิตามินเอนั้นอาจทำให้ผิวหน้าไวกว่าปกติ หากโดนแสงแดดอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองได้ ก่อนออกจากบ้านควรใช้ครีมกันแดดทุกครั้ง

 

อยากหน้าใสไร้สิวต้องอ่าน 6 วิธีป้องกันสิวเสี้ยน

1. ล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง

เพื่อลดปัญหาการสะสมของสิ่งสกปรกที่อุดตัน และ ก่อให้เกิดสิว ควรล้างหน้าให้สะอาดวันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น โดยเฉพาะตอนเย็น เพราะหน้าเราต้องเผชิญกับฝุ่นควันและมลภาวะที่สะสมมาตลอดวัน

2. ดื่มน้ำสะอาดให้มากเพียงพอ

น้ำสะอาดจะช่วยปรับสมดุลในร่างกาย และ ชำระล้างสิ่งสกปรกที่อุดตัน หรือตกค้างตามรูขุมขน เมื่อเราดื่มน้ำสะอาดในปริมาณที่เพียงพอจะช่วยลดการเกิดสิวเสี้ยนได้เป็นอย่างดี

3. งดใช้สเปรย์แต่งผม

เนื่องจากสเปรย์แต่งผมมีส่วนผสมของออยล์ที่สร้างความมันและสิ่งตกค้างสะสมให้กับรูขุมขนบนใบหน้าได้ที่หลายคนคิดไม่ถึง ดังนั้นจึงควรงดหรือหลีกเลี่ยงให้มากที่สุด

4. เลี่ยงการใช้พัฟกับผิวหน้า

พัฟเป็นแหล่งสะสมแบคทีเรียและสิ่งสกปรกที่ทำให้ผิวอุดตันได้ง่าย หากต้องใช้พัฟในการแต่งหน้า ก็ต้องหมั่นรักษาความสะอาดพัฟอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เพื่อขจัดสิ่งสกปรกออกจากพัฟ

5. มาสก์หน้าอย่างสม่ำเสมอ

การมาสก์หน้าเป็นประจำ จะช่วยขจัดสิ่งตกค้างที่ล้างออกไม่หมด และ ยังช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดออกไปจากผิวหน้าได้ด้วย ผิวจึงดูผ่องใส และ เรียบเนียนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

6. หยุดจับ บีบ เค้น บริเวณที่มีสิวเสี้ยน

เนื่องจากมือของเราอาจมีเชื้อแบคทีเรียที่เป็นตัวเพิ่มการลุกลามของสิว และ ทำให้อักเสบได้ จึงควรระวังอย่าเอามือไปสัมผัสบริเวณที่เป็นสิว

สิวเสี้ยนไม่ใช่ปัญหาที่ต้องกังวล หากรู้จักวิธีรักษา และ ป้องกันอย่างถูกต้อง แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้ โดยไม่ได้รับการดูแลจากสิวเสี้ยน ก็อาจกลายเป็นสิวอักเสบได้ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อผิวหน้าได้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก…
1. https://www.pobpad.com/รักษาสิวเสี้ยนอย่างไรใ
2. https://guru.sanook.com/4308/
3. https://www.sanook.com/women/148691/