HealthDoo.Today

เว็บไซต์ความรู้ด้านสุขภาพ และความงาม

สิวข้าวสาร การดูแล รักษาและป้องกัน

สิวข้าวสาร 

สิวคือศัตรูตัวร้ายที่สุดสำหรับใบหน้าของหนุ่ม ๆ สาว ๆ แต่มีสิวประเภทหนึ่งที่สามารถอยู่บนหน้าของคุณได้นานหลายเดือน ซึ่งอาจจะเลวร้ายกว่าสิวทั่วไปที่คุณเคยเป็น นั่นก็คือ สิวข้าวสาร นั่นเองค่ะ แล้วคุณจะกำจัดสิวข้าวสารนี้ได้อย่างไร

สิวข้าวสาร 

วันนี้เรามีวิธีการดูแล รักษาและป้องกันมาฝากเพื่อเป็นตัวช่วยให้คุณได้รักษาสิวข้าวสารได้อย่างถูกวิธีและตรงจุดที่สุดค่ะ

สิวข้าวสาร เป็นสิวเม็ดเล็ก ๆ สีขาว มีขนาดประมาณ 1-2 มิลลิเมตร โดยส่วนใหญ่จะปรากฏขึ้นบริเวณใบหน้า หน้าผาก แก้ม จมูก หรือเปลือกตา และพบได้กับทุกเพศทุกวัย

แต่มักพบได้บ่อยในทารกแรกเกิดแต่สำหรับเด็กแรกเกิดที่เป็นสิวข้าวสารชนิดนี้มักหายไปเองโดยธรรมชาติ แต่สำหรับผู้ใหญ่หรือวัยรุ่นก็สามารถหายได้เองภายในไม่กี่สัปดาห์หรือไม่กี่เดือน หรืออาจต้องไปรักษาด้วยวิธีต่าง ๆ ตามแต่กรณีไปค่ะ

 

สาเหตุของการเกิดสิวข้าวสาร

สาเหตุที่สำคัญที่สุดของปัญหาการเกิดสิวข้าวสารคือการดูแลผิวมากเกินไป เมื่อผิวของคุณไม่สามารถดูดซึมสารอาหารที่มากเกินไปจากผลิตภัณฑ์ได้ น้ำมันจะยังคงอยู่ในหนังกำพร้าและเกิดเป็นเม็ดน้ำมัน ไม่เพียงแค่เพราะการดูแลผิวมากเกินไปเท่านั้น

การขาดการทำความสะอาดก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งของการเกิดสิวข้าวสาร และหลายคนอาจใช้คลีนซิ่งลบเครื่องสำอางแต่ไม่ได้ใช้คลีนเซอร์อีกรอบ ฉะนั้นต้องล้างด้วยผลิตภัณฑ์ล้างหน้าด้วยเพื่อให้มั่นใจว่าผิวของคุณสะอาดหมดจด

และในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดสิวข้าวสาร แต่จากการศึกษาพบว่าสาเหตุอาจแตกต่างกันไปตามชนิดของสิวข้าวสาร ดังนี้

-สิวข้าวสารในเด็กแรกเกิด พบมากถึง 40-50 เปอร์เซ็นต์ของทารกแรกเกิด เชื่อว่าอาจเกิดจากต่อมไขมันของทารกยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่

โดยมักปรากฏบริเวณจมูก ศีรษะ ใบหน้า ภายในปาก หรือช่วงบนของลำตัว ซึ่งอาจหายได้เองภายในไม่กี่สัปดาห์หลังคลอด

-สิวข้าวสารปฐมภูมิในเด็กและผู้ใหญ่ เกิดจากเส้นใยเคราตินที่ติดอยู่ใต้ผิวหนังสะสมจนเกิดเป็นสิว โดยมักปรากฏบริเวณเปลือกตา หน้าผาก

หรืออวัยวะเพศ และบริเวณรอยพับจมูกในเด็กเล็ก ซึ่งอาจหายได้เองภายในไม่กี่สัปดาห์ หรืออาจคงอยู่นานหลายเดือน

-สิวข้าวสารในวัยหนุ่มสาว อาจเกิดขึ้นจากอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ เช่น กลุ่มอาการการ์ดเนอร์ (Gardner Syndrome) มะเร็งผิวหนังบางชนิด หรือความผิดปกติทางพันธุกรรมอื่น ๆ

-สิวข้าวสารชนิดแบนราบ เป็นสิวที่เจริญเติบโตมาจากการติดเชื้อจนปรากฏเป็นปื้นผิวหนังกว้างหลายเซนติเมตร และอาจเกี่ยวข้องกับโรคผิวหนังบางชนิดแต่ยังไม่สามารถระบุสาเหตุการเกิดได้อย่างแน่ชัด

และสิวข้าวสารชนิดแบนราบมักปรากฏบริเวณหลังหู เปลือกตา แก้ม และกราม โดยอาจเกิดขึ้นได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่

-สิวข้าวสารชนิดบาดแผล เกิดขึ้นเมื่อได้รับบาดเจ็บทางผิวหนัง เช่น ผิวหนังอักเสบ เป็นผื่น ผื่นพุพอง เป็นแผลไฟไหม้รุนแรง หรือแผลจากการขัดถูเสียดสีซ้ำ ๆ ของผิวหนังบริเวณนั้น เป็นต้น

-สิวข้าวสารชนิดแตกได้ เป็นชนิดที่พบได้ยาก แต่หากเป็นแล้วก็จะเป็นหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน โดยสิวที่แตกเป็นแผลอาจมีอาการคันหรือไม่ก็ได้ และมักปรากฏบริเวณใบหน้า แขนช่วงบน หรือลำตัวช่วงบน

-สิวข้าวสารที่เกิดจากการใช้ยา การใช้ยาบางชนิดอาจทำให้เกิดสิวข้าวสารได้ เช่น ยาไฮโดรควิโนน ยาฟลูออโรยูราซิล หรือครีมสเตียรอยด์ เป็นต้น

 

วิธีป้องกันไม่ให้เกิดสิวข้าวสาร

ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีใดป้องกันการเกิดสิวข้าวสารได้ เนื่องจากยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดและสิวข้าวสารแต่ละชนิดอาจมีสาเหตุที่แตกต่างกันออกไป แต่อาจดูแลตนเองในเบื้องต้นได้

เช่น รักษาสุขภาพให้แข็งแรง ล้างหน้าให้สะอาด ระมัดระวังการบาดเจ็บทางผิวหนัง และระมัดระวังในการใช้ยาต่าง ๆ ที่อาจทำให้เกิดสิวได้ และที่สำคัญควรปฏิบัติตัวดังนี้

1.หลีกเลี่ยงแสงแดดในช่วงเวลา 10.00-15.00 น. เพราะเป็นช่วงเวลาที่มีแดดแรงที่สุด

2.ทาครีมกันแดดก่อนออกจากบ้านอย่างน้อย 30 นาที

3.สวมหมวกปีกกว้าง หรือกางร่ม เมื่อต้องเจอแสงแดด หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ กลางแจ้ง

4.ใช้แว่นกันแดดที่ป้องกันได้ทั้งรังสี UVA และ UVB และต้องกรองรังสีได้อย่างน้อย 80% ขึ้นไป

และการป้องกันไม่ให้เกิดสิวข้าวสารนั้นทำได้ไม่ยาก คือการดูแลรักษาความสะอาดผิวหนังของเราให้สะอาด ยกเว้นในกรณีที่เกิดในเด็กเล็ก สิวข้าวสารอาจจะหายไปได้เองตอนโตค่ะ

การดูแลรักษาสิวข้าวสาร
CR. https://www.panclinic.com/Service.aspx

การดูแลรักษาสิวข้าวสาร

1.รักษาด้วยเข็ม

ลองหาที่กดสิวสักอันมาก่อน แล้วนำด้านเข็มกดลงไปที่สิวข้าวสาร จากนั้นใช้อีกฝั่งกดเน้น ๆ ให้หัวสิวด้านในดันออกมา แต่ถ้าหากไม่มั่นใจในฝีมือของตัวเอง หรือกลัวผิวบอบช้ำมาก ๆ

ก็ให้ไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อให้แพทย์ใช้วิธีนี้รักษาให้จะเซฟกว่าค่ะ และการกดสิวข้าวสารด้วยตนเองก็มีข้อเสีย คือ ถ้ากดออกไม่หมดหรือยังเหลือถุงที่หุ้มอยู่ จะทำให้สามารถกลับมาเป็นใหม่ได้อีกค่ะ

2.รักษาด้วยเลเซอร์

แนะนำว่าสาว ๆ ควรเลือกคลินิกที่น่าเชื่อถือ และควรขอรับคำแนะนำคุณหมอผู้เชี่ยวชาญก่อนว่า เราสามารถเข้ารับการทำเลเซอร์ได้ไหม เพราะสภาพผิวของคนเราก็มีความแตกต่างกันไป

วิธีนี้ถือเป็นที่สะดวกสบาย รวดเร็ว และเห็นผลดีที่สุด แต่จะมีงบประมาณในการใช้จ่ายในการทำนั้นค่อนข้างสูงพอสมควร

3.รักษาด้วยครีมที่ผสมเรตินอยด์

ถ้าไม่อยากเจ็บตัวด้วยการใช้เข็มละก็ ลองหาครีมที่มีส่วนผสมของเรตินอยด์มาแต้มลงบนสิวข้าวสารดู หากใช้เป็นประจำพวกหัวสิวที่อุดตันอยู่ด้านในก็จะออกมาเอง

แต่วิธีนี้ต้องอาศัยความอดทนเพราะต้องใช้เวลาพอสมควร และควรระวังอย่าใช้ตรงบริเวณรอบดวงตานะคะ

4.รักษาด้วยปูนแดง

แนะนำเลยว่านี่คือวิธีรักษาสิวข้าวสารแบบบ้าน ๆ ที่ได้ผลดีไม่น้อย วิธีใช้ แค่นำปูนแดงมาผสมกับน้ำเล็กน้อย จากนั้นนำมาแต้มไว้ตรงสิวข้าวสารวันละ 1-2 ครั้ง แล้วสิวข้าวสารจะแห้งพร้อมหลุดออกไปเองโดยไม่ต้องใช้แรงกดใด ๆ ค่ะ

และวันนี้เรามีเทคนิคเล็ก ๆ มาแนะนำสำหรับมือใหม่ที่จะรักษาสิวข้าวสารด้วยปูนแดงกันก่อนเพื่อความปลอดภัยของผิวหน้าคุณพร้อมแล้วเราไปดูวิธีแต้มสิวข้าวสารด้วยปูนแดงกันเลยค่ะ

เทคนิคง่าย ๆ สำหรับมือใหม่ในการแต้มสิวข้าวสารด้วยปูนแดง

ก่อนอื่นคุณควรแต้มเฉพาะตรงหัวสิวเท่านั้น เพราะปูนแดงอาจจะกัดผิวส่วนอื่นให้เป็นแผลได้ ข้อสำคัญควรทดลองแต้มสิวสักหนึ่งจุดก่อนเพื่อดูว่าจะมีอาการแพ้ผิวเราหรือไม่ จะได้ไม่เป็นอันตราย และหน้าสวย ๆ จะได้ไม่พังไปเสียก่อนนะคะ

5.รักษาด้วยการผลัดเซลล์ผิว

ไม่ว่าจะทำการผลัดเซลล์ผิวด้วยวิธีธรรมชาติหรือผลัดเซลล์ผิวด้วยสารเคมี ก็สามารถช่วยกำจัดสิวข้าวสารให้ออกไปได้ดีไม่แพ้กัน แต่ถ้าไม่อยากเสียเวลาคุณควรไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อทำการผลัดเซลล์ผิวด้วยสารเคมีจะดีกว่า

หรืออาจจะลองหาผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวที่หาซื้อได้ทั่วไปมาใช้เป็นประจำสม่ำเสมอก็ได้เช่นกันค่ะ

 

เป็นยังไงกันบ้างคะสาว ๆ กับวิธีดูแลรักษาสิวข้าวสารที่เราได้นำมาแนะนำให้กับสาว ๆ และสาว ๆ ตัดสินใจได้รึยังว่าจะใช้วิธีไหนในการรักษาสิวข้าวสาร แต่ทางเราขอแนะนำสาว ๆ ว่าควรเลือกวิธีที่เหมาะกับผิวหน้าของแต่ละคนจะดีกว่า เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับผิวหน้าตามมานะคะ

บทสรุป

สิวข้าวสารเมื่อเป็นแล้วมันสามารถหายได้เองเพียงแค่ต้องใช้เวลาและการรักษาที่เราแนะนำนั้นอาจสามารถรักษาได้เพียงชั่วคราว ทางที่ดีสาว ๆ ควรป้องกันการเกิดสิวข้าวสารด้วยการดูแลผิวหน้าให้มากขึ้น

หมั่นรักษาความสะอาดบนใบหน้า ไม่ให้หน้ามันและมีสิ่งตกค้าง รวมไปถึงควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์และเครื่องสำอางต่าง ๆ ที่เหมาะกับผิวและรบกวนผิวให้น้อยที่สุดเพียงแค่นี้คุณก็มีผิวหน้าที่สวยใสแล้วค่ะ